วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564

งานใหม่ ปี 2565


 สวัสดีปีใหม่ ฉลองโต๊ะใหม่ด้วยงานเขียนงานใหญ่ ยุทธศาสตร์ 1,000 ปี


อย่าเพิ่งงง !!! งานนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง การเขียนแผน ที่เป็นความฝัน ว่าสักวันจะมีคนหยิบไปใช้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เชื่อก็ลองคอยติดตาม ไม่เกิน 1,000 ปี จะมีคนนำไปใช้แน่นอน และคงไม่มีใครปฏิเสธเช่นกันว่า เรื่องอาหารการกิน อีก 1,000 ปี มนุษย์จะเลิกกินอาหาร เลิกสรรหาของดีมีประโยชน์มากินกันอย่างไม่รู้จบ เมื่อคิดตรงกันแล้วก็เริ่มได้เลย


งานเขียนชิ้นนี้ รับปี 65 ชื่อว่า ยุทธศาสตร์ 1,000 ปี มีความหมาย 2 นัย คือ ความหมายแรก ไม่เกิน 1,000 ปี ต้องมีคนนำไปใช้ และความหมายที่สอง แม้จะถึง 1,000 ปี ยุทธศาสตร์นี้ก็ยังใช้ได้ "ความมั่นคงทางด้านอาหาร" ที่รวมทั้งเรื่อง การมีอยู่มีกิน อาหารปลอดภัย อาชีพที่มั่นคง และความมั่งคั่งของอาชีพเกษตร จะต้องอยู่คู่โลกชั่วนิรันดร์


งานชิ้นนี้จะเสร็จในไม่ช้า เพราะว่าข้อมูลดิบมีพร้อม คอยกายใจและโอกาสเหมาะๆ อารมณ์เบิกบานแจ่มใส ถึงจะคิดงานใหญ่ๆได้ดี ส่วนจะมีคำถามว่า คิดให้ใครใช้ ตัวเองปลดเกษียณแล้ว ตอบได้เลย ใครก็ได้ ที่อยากได้ ขอมา ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องซื้อ ระดับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้บริหารระดับไหน อยากได้ ลองประสานมา เพื่อสร้างประโยชน์สาธารณะ ไม่มีเงินสร้างโบสถ์วิหาร สิ่งสาธารณะอื่นใด แต่มันสมองมี คิดไปทำไป ไม่เดือดร้อนใคร ฝันจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีคนนำไปใช้ แม้แต่สักเรื่องเดียว หน่วยเดียว ก็พอใจแล้ว

ไม่ต้องหนักใจแทนผมนะครับ 555 

สวัสดีปีใหม่ 2565

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สวัสดีปีใหม่


 สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๕


ปีใหม่ ใจเบิกบาน กายแกร่ง

มีพละ มีเรี่ยวแรง พร้อมสู้

คิดงานการ สิ่งใด สำเร็จล่วง

รุ่งโชติช่วง เงินทอง คล่องมือ


ด้วยความเคารพยิ่ง

นิพนธ์ สุขสะอาด

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ปี 65 หาทางเดิน


 "ปี 65 หาทางเดิน"


ใครใคร่ค้า ช้างค้า ทำไป

ใครใคร่ทำ สิ่งใด ทำได้

ใครใคร่ทำ ชั่วเชิญ ตามสบาย

ใครใคร่ทำ สิ่งใด ชั่วแล้ว คนชม


ชั่วคนชม ชั่วคนชอบ ชั่วคนเชิด

ชั่วแจ้งเกิด มียกย่อง ให้ศักดิ์ศรี

กดคนเก่ง กดค่าเกียรติ กดคนดี

ส่งท้ายปี ใครช่วยที ชี้ทางเดิน


ลูกหลานไทย เดินทางใด ใครบอกได้

สิ่งชั่วร้าย คล้ายมีเกียรติ ให้ลุ่มหลง

ชั่วได้ดี มีให้เห็น อย่าเป็นงง

ต้องคิดปลง ชั่วหรือดี ต้องเลือกเดิน


นิพนธ์ / ร้อยกรอง

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๕


 สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๕


สวัส... พิพัฒน์เลิศ สุขเหลือล้น

ดี...  ตามฤกษ์ มงคล บันดาลให้

ปี... ทั้งปี มีเสือคุ้ม สุขกายใจ

ใหม่... ร่ำไป สุขแท้ มิลืมเลือน


สอง...ต้องมีคู่ อยู่เดี่ยว ไปใย

ห้า...ห้า ห้า แสนบายใจ ย่างปีเสือ

หก...ตกเรี่ยราด สุขล้น เหลือเฟือ

ห้า...ห้า ห้า อย่าเพิ่งเบื่อ สุขแล้ว แบ่งปัน


สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๕ ครับ


นิพนธ์ / ร้อยกรอง

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564

วิชั่นเปลี่ยน








 วิชั่นเปลี่ยน


หลังจากที่ได้ไปดูงาน ฟาร์มควายไทย "สอนศิริฟาร์ม" @ บ้านสร้าง ปราจีนบุรี การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการอนุรักษ์และพัฒนายกระดับสายพันธุ์ควายไทย มีการรวมตัวกันตั้งสมาคมควายแห่งประเทศไทย มีการประกวดประชันกันอยู่บ่อยๆ พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่มีลักษณะเด่นดี มีราคาสูงมาก 7-8 หลัก ให้ประโยชน์ทั้งแง่จิตใจสำหรับคนที่รัก ที่ชอบ รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจ ทั้งขายสายพันธุ์ น้ำเชื้อ ผลิตภัณฑ์จากนม มูล และโอกาสทางการท่องเที่ยวของผู้สนใจ และอื่นๆ


ควายพ่อพันธุ์ สวยเด่น ทำเงิน และแสนฉลาด จนต้องยกนิ้วให้ว่า สัตว์ที่คนทั่วไปชอบดูถูกดูแคลน เหยียดหยาม ยัดเยียดสิ่งที่ไม่ดีให้โดยที่มันก็ไม่รู้ว่ามันผิดอะไร คงต้องเลิกด่ากันเสียทีว่า "โง่เหมือนควาย" แต่ต้องหันกลับมาทบทวนวิชั่นกันเสียใหม่ ต้องใช้คำว่า "ฉลาดและมีคุณค่าเหมือนควาย" น่าจะเหมาะกว่านะครับ 


*** แต่ถ้าใครยังติดใจที่จะเปรียบเทียบ "ความโง่" กับสิ่งใด ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า โง่เหมือน ... 555

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เยี่ยมฟาร์มควาย สอนศิริ












 เยี่ยมฟาร์มควายสวย สอนศิริฟาร์ม อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี 


ร่วมกับเพื่อนๆ ชมกิจการฟาร์มควายไทย สอนศิริฟาร์ม ของคุณพรหมพิริยะ สอนศิริ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการเลี้ยงปศุสัตว์ ปี 2564 และคุณแสงจันทร์ สอนศิริ แห่งอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีควายดีกว่า 300 ตัว โดยคุณอุทัย ทองเดช อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบราชธานี เป็นพลขับ บริการ ALPHARD คันงามให้นั่ง คุณเฉลิม อารีย์ อดีตเกษตรจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประสานงาน โดยมีคุณเอก พรหมพิริยะ สอนศิริ นำชมอย่างใจเย็น ชมควายแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ ควายรุ่น แม่รีดนม โดยมีพระเอกของฟาร์ม แก้วฟ้า (ควายเผือก) ตัวงาม และมณีแดง (ควายดำ) น้ำหนักตัวละเกือบตันครึ่ง ราคาตัวละหลายล้านบาท 


นอกจากการทำฟาร์มด้วยใจรัก ผลิตขายสายพันธุ์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมควายอีกหลายชนิด เช่น สบู่ โลชั่น โยเกิร์ต นมสด ฯลฯ นับว่าได้สาระและคุ้มค่าอีกวันหนึ่งครับ ขอบคุณเจ้าของผู้ใจดีทั้งสองท่านมากๆครับ







วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ชวนคิดชวนคุย แผนพัฒนา


 "ชวนคิดชวนคุย" 

วันนี้จะชวนคุยเรื่อง การพัฒนาอาชีพเกษตรเรา จะให้ใครวางแผนให้


การจัดทำแผนพัฒนาที่ทำกันมาตั้งแต่ก่อนผู้ใหญ่ลีเกิด ตอนนี้ผู้ใหญ่ลีคงเกษียณไปนานแล้ว ตั้งแต่แผนหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนตำบล แผนอำเภอ แผนจังหวัด แผนภาค ไปจนถึงแผนชาติ ที่สภาพัฒน์ดูแลเป็นเจ้าภาพอยู่ ผ่านมาแล้ว 12 ฉบับ กำลังใช้แผน 13 อยู่


จะเป็นเพราะ แผนไม่ดี คนที่เอาไปใช้เลยใช้ไม่ค่อยได้ผล หรือเป็นแผนที่ดี แต่คนเอาไปใช้ๆไม่เป็นก็มิอาจสรุปได้ แต่สรุปแล้ว ตั้งแต่ 2504-2564 รวม 60 ปี เกษตรกรไทยยังยากจน ไม่พ้นวังวนสินค้าถูกกดราคา ปุ๋ยยาแพง ผลผลิตถูก จิปาถะ จะโทษใครดี โทษเกษตรกรกระนั้นหรือ เราคงไม่ใจแคบขนาดนั้น ต้องเข้าใจว่าพวกเขา มีโอกาสน้อย (ไม่เรียกด้อยโอกาส) ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้ ทุนน้อย ที่ดินน้อย มีภาระหนี้สิน ทั้งที่สร้างเองและรัฐสร้างให้ ขาดเครื่องมืออุปกรณ์ หลากหลายสิ่งที่ขาด แต่การจับจ่ายมีตลอด ทั้งเรื่องกิน ลูกเรียน บ้าน รถ สังคม ฯลฯ


เข้าเรื่อง...ใคร? จะทำแผนพัฒนาเกษตรกรได้ตรงใจ ตรงเป้า

***เกษตรกรเอง ขาดความรู้

***จนท รัฐ ขาดประสบการณ์ ส่วนใหญ่มะโนเอา ไม่เคยลงมือทำเอง

*** นักการเมือง ทำร้อยเรื่อง เจาะลึกเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

***นักปกครอง รู้ผิวเผิน ตามๆกันมา

***นักวิชาการ รู้ทฤษฎี แต่มือไม่เคยเปื้อนดิน ตีนไม่เคยเปื้อนโคลน ขาดในหลายส่วน

*** ท้องถิ่น ท้องที่ ยาครอบจักรวาล ไม่ใช่ยาเฉพาะ รักษาไม่หาย

*** ฯลฯ ยังไม่เห็นว่า คำตอบไหนคือคำตอบสุดท้าย ในการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาการเกษตรของไทย ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างยั่งยืน เพราะปัญหาของเรา ยกให้คนอื่นแก้ ยกให้คนอื่นวางแผนให้ คนที่แก้ที่วางแผนให้ จะเสร็จไม่เสร็จ ได้ผลหรือไม่ได้ผล เขาไม่เดือดร้อน เพราะเขามีเงินเดือน เอาไงดี?


คำตอบ***หากรัฐใจกว้าง มุ่งมั่น สนับสนุนให้ชุมชนคิด วางแผนพัฒนาแบบมีส่วนร่วม แบ่งเขตแบ่งโซนในการพัฒนาตามศักยภาพ ภาควิชาการให้ความรู้อย่างถูกทิศถูกทาง ไม่บิดเบือนวิชาการให้ไปตอบโจทย์ธงของฝ่ายบริหาร มีแผนแล้วเอาแผนมาใช้จริง ตามหลักวิชา "กำหนดเป้า วางแผน ปฏิบัติ วัด ปรับ" ทำกันไปลองดูซิ อย่าใช้เสื้อโหลให้ใส่กันทั้งประเทศ ลองใส่เสิ้อตัดกันดูบ้าง ให้ชุมชนออกแบบเอง เมื่อชุมชนเข้มแข็ง รัฐก็จะได้แบ่งเบาภาระ แต่มีข้อจำกัดคือ ชุมชนเข้มแข็ง ล้างสมองยาก และซื้อยากนะ ขอบอก


พบกันใหม่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ชวนคิดชวนคุย ท่องเที่ยวเกษตร


 




"ชวนคิดชวนคุย"


สวัสดีเช้าวันศุกร์ ปลายฤดูฝน

วันนี้จะชวนคุยในประเด็น

"ทำท่องเที่ยวเกษตรอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ"


การเริ่มต้นคิด คนเกษตร อยู่ในเมืองท่องเที่ยว ทำอย่างไรให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยไม่เปลี่ยน หรือไม่ทิ้งอาชีพเกษตร ฟังแล้วอาจจะงง การทำสวนเกษตรทุกสาขา รวมไปถึงด้านประมง ปศุสัตว์ การแปรรูปอาหาร การผลิตปุ๋ย และอื่นๆ ให้เป็นเกษตรก้าวหน้า เกษตรภูมิปัญญา เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ หาจุดขายของตัวเองให้เจอ ปรุงแต่งให้สะอาด สวยงาม สะดวก น่าชม ผนวกกับสร้างเครือข่าย สร้างมิตรกับเพื่อนร่วมอาชีพ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ราชการ และเอกชนอื่นๆ นำเสนอขายสินค้า การนำชมสวน และสร้างแหล่งทำเงิน สร้างรายได้ไว้รองรับ เช่น ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป ขนม พันธุ์พืชต่างๆ ไว้รองรับคนที่มาเยือน


สร้างงานให้ตอบโจทย์ "ทำสวนเกษตรให้เป็นที่เรียนรู้ดูงาน" เมื่อคนเริ่มมาดูงาน นั่นคือคุณเริ่มผ่านสเต็ปที่หนึ่งไปแล้ว อย่าละโอกาส เตรียมสเต็ปที่สองเลย "ทำบ้านให้เป็นที่ช๊อบชิมอิ่มพัก" ครบเครื่อง หรือบางเรื่อง ตามกำลังความสามารถ ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรองรับการมาจับจ่ายของผู้มาเยือน เกษตรกรเราจะได้ไม่เสียโอกาส ให้ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวกันไงล่ะ


ข้อคิดสำคัญ ทำท่องเที่ยวเกษตร ต้องมีรายได้จากการทำอาชีพเกษตรของเราเป็นฐานก่อน ใครไม่มา ใครไม่เที่ยว เราก็อยู่ได้ของเรา หากคนมาเที่ยว เรามีรายได้เพิ่ม คือผลพลอยได้ หากเขามาเที่ยวบ่อยนั้นคือโอกาส รายได้เสริมจะค่อยๆมากขึ้น อาจจะแซงรายได้หลักจากสวนก็ได้ และจะขยายผลให้คนในชุมชนมีรายได้ตามมาด้วย นั้นเริ่มเข้าสู่โหมด "ชุมชนเข้มแข็ง" แต่อย่าลืมประชุมกันบ่อยๆ ห้ามอิจฉากัน หากนะกท้องเที่ยวยังไม่เข้ามา ก้มหน้าก้มตาพัฒนาสวนของเราต่อไป ไม่นานจะสำเร็จ ส่วนการขายสินค้า แล้วแต่จะออกแบบ ขายออนไลน์ ขายที่สวน เปิดบุฟเฟต์ จัดกิจกรรมตลาดนัดชุมชน งานวันชาวสวน ถนนผลไม้ ตลาดริมทาง ฯลฯ แล้วแต่จะออกแบบกัน อย่าลืมว่า "ท่องเที่ยวเกษตร คือตลาดเดียวในมือเกษตรกร"


และอย่าลืมมาตรฐานเบื้องต้น ความสะอาด ความสวยงาม ความปลอดภัย ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยเทศกำลังโหยหา


พบกันใหม่ครับ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ย้อนรอย


 






ย้อนรอยเส้นทางทำงาน


15 ธันวาคม 2564 ย้อนรอยการทำงาน ไปร่วมชื่นชมความสำเร็จของชุมชนท่องเที่ยวเกษตร @ บ้านสวนสุรินทิพย์ บ้านลำนาว อำเภอบางขัน ในโอกาสที่สื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวมาถ่ายทำสารคดีท่องเที่ยวเกษตรเพื่อเผยแพร่ ร่วมกับนายอำเภอบางขัน นายประพาส ขุนพิทักษ์ น้องๆในสำนักงานเกษตรอำเภอบางขันทั้งทีม นำโดยเกษตรอำเภอคนเก่ง พี่น้องผู้นำและสมาชิกเครือข่ายที่ร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก


งานนี้ชื่นชมการร่วมคิดร่วมทำตอบโจทย์ที่เคยแนะนำไว้อย่างลงตัวภายใต้หลักการ 

"ทำสวนให้เป็นที่เรียนรู้ดูงาน ทำบ้านให้เป็นที่ช๊อบชิมอิ่มพัก" 

การจัดการสวนให้สวย จัดภูมิทัศน์ การสร้างสาระในสวนให้เป็นที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ การอนุรักษ์สอ่งแวดล้อม การทำกิจกรรมผสมผสานเกื้อกูลกันในสวน การระดมภูมิปัญญาเรื่องอาหาร ของฝาก ของกิน ของใช้ ให้ชุมชนเกษตรมีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน


ขอบคุณ คุณพรทิพย์ คุณสุริน กาญจนสุวรรณ เจ้าของสวนที่ต้อนรับเลี้ยงดูด้วยอาหารเมนูสูตรพื้นบ้าน ข้าวสวยร้อนๆ แกงไก่บ้าน (พื้นเมือง) กับหยวกกล้วยเถื่อน น้ำพริกลูกมะอึก แกงเลียงมะละกอใส่เห็ด ผักพื้นบ้านลวกกะทิ ลูกเห็ดทอด ฯลฯ อร่อยจนไม่มีคำอธิบาย ของให้ขยายผล แนวคิดพัฒนาต่อไปนะครับ เอาใจช่วยอยู่เบื้องหลัง

นิพนธ์ สุขสะอาด / รายงาน

ร่องรอยการทำงาน




 "ร่องรอยการทำงาน"


ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งราชการ ผมจะคุยกับน้องๆเสมอว่า ต้องสร้าง "ร่อยรอยการทำงาน" ไว้มั่ง นั่นคือการฝากฝีมือ ผลสำเร็จ ความทรงจำดีๆ อันจะนำไปสู่ความก้าวกน้าและความภาคภูมิใจ


หลายคนแบะๆ ฟังไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ ไม่ว่ากัน เพราะไม่อยากเป็นภาระ ทำตามที่เขาสั่งมาก็พอ


งานผสมดอกทุเรียน เดือนเมษายน 64 ที่อำเภอบางขัน ถ้าไม่มีป้ายแผ่นนี้ที่เจ้าของเขาอุตส่าห์ทำอย่างตั้งใจ ผมก็คงจำแบบเลือนๆ ว่าครั้งหนึ่งเคยไปช่วยสาธิตผสมดอกทุเรียนให้เกษตรกรได้ดูกัน ในยามค่ำคืน @ ลำนาว บางขัน


แรงกดดันมา เมื่อคุุณพรทิพย์ เอาปากกากับกระดาษมายื่นให้ อ้อนวอน แกมบังคับว่า ให้ผมช่วยตั้งชื่อต้นทุเรียนหมอนทอง ต้นที่ชนะการประกวดผลผลิตทุเรียนคุณภาพ ที่โรงแรมทวินโลตัส เมื่อปลายปี 63 ผมต้องรีบคิดแบบมีปฏิภาณ เพื่อเอาตัวรอด ไม่งั้นแกไม่ยอม ชื่อนี้ก็ออกมาได้ภายในไม่กี่นาที เจ้าของสวนและ ผู้ร่วมกิจกรรมต่างพึงพอใจ ได้เริ่มงานสาธิตการผสมดอกทุเรียน แล้วก็ได้กินข้าวร่วมกัน


สิ่งนี้คือร่องรอย ตามความหมายที่ผมพูด  หรือที่นักคดีศึกษาเขาใช้คำว่า จดหมายเหตุ คือความหมายใกล้เคียงกัน


ขอบคุณคุณพรทิพย์ คุณสุริน กาญจนสุวรรณ เจ้าของสวน และผู้นำในพื้นที่ ที่เป็นเรี่ยวแรงช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร และทางราชการเสมอมา

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

อย่าฝากความหวังไว้กับคนหิวเงิน


 การเมือง เป็นเรื่องผลประโยชน์ เป็นเรื่องร้อน เป็นความเสี่ยง ที่อาจจะกล่าวได้ว่าวันนี้รุ่งพรุ่งนี้ร่วง ก็เป็นได้ ผมเลยไม่อิจฉาคนที่มีโอกาสได้เป็นนักการเมือง ทั้ง "ทำการเมือง" และ "เล่นการเมือง" มีหลายคนให้เกียรติ ถามว่าสนใจจะเป็นนักการเมืองไหม? สมัครพรรคไหน? ตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ไม่ครับ บุคลิค และสถานะอย่างผมไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง


ไม่ขอฝากความหวัง และอนาคตไว้กับคนหิวเงิน

คะแนนของเราคือ ต้องพึ่งคนอื่น คนที่จะเลือกแบบรักบริสุทธิ์ใจมีน้อยเต็มที เท่าที่รู้และเห็นคือ ต้องมีอามิส ทั้งสิ้น เรามักจะได้ยินคำอ้างเสมอๆว่า คนชนะ ได้คะแนนบริสุทธิ์มา คนแพ้ บอกว่า สู้อำนาจเงินไม่ได้ ผมสัมผัสมาตั้งแต่ เลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกนายก อบต. ส.อบต. และอื่นๆ ไปกระทั่ง สส โน่นแหละ


เป็นและเห็นกันทั้งเมือง แล้วเราจะฝากความคิดความหวัง อะไร กับเสียงที่ต้องแลกด้วยเงิน ความดีมีค่าเป็นรอง เพราะการตัดสินใจของคนหิวเงิน ไม่ได้เอา "คนดี" แม้กระทั่งวงศ์ญาติ ก็อาจไร้ความหมาย เมื่อเงินเข้าตา เลยไม่ขอฝากความหวังไว้กับคนหิวเงิน อย่างที่ว่า

อุดมการณ์ ที่คิดอ่านเพื่อบ้านเมือง ไม่เคยลด ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็คงไม่น้อยกว่านักร้อยเรียงวาทกรรม แต่ต้องหาจุดยืนที่เหมาะกับตัวเอง มีความรู้เรื่องไหน มีความถนัดเรื่องใด ที่พอช่วยสังคม ประเทศชาติได้ ไม่เคยนิ่งนอนใจ เดินหน้าต่อไป อาสารับใช้สังคม เป็นนักวิชาการอิสระ ใครจะใช้บริการก็ยินดี ไม่ปิดบัง ไม่มีเล่เหลี่ยม แต่ไม่ชอบให้ใครขังความคิด ทำสิ่งถูก สิ่งดี มีประโยชน์ คงสบายใจกว่ากันเยอะเลย

ใครจะคิดอย่างไร ใครจะโลกสวย ใครจะมุ่งมั่นศรัทธา อย่างไรช่างเขา แต่ผมคิดของผมเอง แบบนี้ เขาให้ไปเลือกก็เลือกตามหน้าที่พลเมือง แต่ไม่เคยคาดหวังใดๆ จากระบบนี้ คิดต่างแต่ ไม่คิดร้ายต่อใครๆนะ ขอบอก

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ชวนคิดชวนคุย


 "ชวนคิดชวนคุย"


ใกล้ปีใหม่ มีอะไรบอกเล่ากัน...

เช้านี้ขอออกความเห็นในฐานะชาวพุทธ

เรื่องการทำบุญ การให้ทาน ถือเป็นการละความตระหนี่ การทำบุญด้วยการถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ เป็นรูปแบบหนึ่งของการถวายทาน ที่ชาวพุทธนิยมทำกันมาอย่างยาวนาน


ข้อคิดวันนี้ การถวายภัตตาหาร การยกปิ่นโตไปถวายพระในวันโกน วันพระ หรือวันทั่วไป หลายคนยังไม่ได้ใส่ใจในเรื่องคุณภาพที่แท้จริง บ้างก็สักว่าแค่ได้ทำ เป็นพิธีกรรมไปให้พอเสร็จ บ้างก็มองในแง่รสชาด รูปลักษณ์หน้าตา ราคา ฯลฯ แต่ลืมนึกถึงอีกอย่างคือ คุณค่าทางโภชนาการและความสะอาดปลอดภัยของอาหารนั้นๆ


อาหารปลอดภัย ต้องใส่ใจ คัดสรรค์ เพื่อนำวัตถุดิบที่ปลอดจากสารเคมี หรือสารอันตราย มาปรุงอย่างถูกวิธี ไม่เติมแต่งด้วยสารปรุงรส แต่งสี แต่งกลิ่นที่เป็นเคมีโดยไม่จำเป็น ปรุงเสร็จนำไปถวายพระตามพิธีการ ขั้นตอน ท่านน่าจะได้บุญและความสบายใจอย่างแท้จริง


ในฐานะคนเกษตร ผมขอถามย้อนว่า ถ้าท่านนำข้าวปลาอาหาร ผัก ผลไม้ หรืออาหารอื่นใด ไปถวายพระ ไปฝากญาติผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ที่ท่านเคารพนับถือ ท่านจะได้บุญจริงหรือ? ขอฝากเป็นข้อคิดนะครับว่า ทำอย่างไร จะได้มีอาหารปลอดภัย ไว้กิน ไว้ทำบุญกัน


เช้านี้แค่นี้ก่อนนะ (ก่อนที่หลายคนจะบอกว่าเพ้อเจ้อ)


นิพนธ์ สุขสะอาด

เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช คนที่ 21

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ผักยกแคร่


 "ผักยกแคร่"


เพื่อความกระจ่าง คลางแคลง ความสงสัย ว่าทำไม ต้องลงทุน "ยกแคร่" เสียตังค์เพิ่ม โดยไม่จำเป็น ทำแล้วจะได้อะไรที่คุ้มค่ามั๊ย เช้านี้พอมีเวลา เลยขออธิบายที่มาที่ไป ข้อดีข้อด้อย ให้ได้รับทราบ คลายข้อข้องใจกันครับ


ขออธิบายเป็นข้อๆ ตามประเด็นที่มักจะถามๆ กันมา ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 10 ประการ ดีงนี้


1) ปลูกผักในน้ำยา ปุ๋ยเคมี แล้วจะได้ผักปลอดภัย อย่างไร?

#ตอบ แล้วใครบอกว่าผมจะปลูกผักในน้ำยา ผมเอาดินดีๆ ที่ปรุงแล้วขึ้นไว้บนแคร่ต่างหาก


2) จะคุ้มค่าเหรอ?

#ตอบ การที่เราคิดว่าจะผลิตอาหารดีๆ ปลอดภัยสำหรับตนเอง คนในครอบครัว พระสงฆ์ คนเฒ่าคนแก่ เด็ก ฯลฯ ที่เราจะเอาไปให้บริโภค หรือทำบุญ อย่าคิดว่า "คุ้มไม่คุ้ม" ผมขอแค่ "ดีไม่ดี"


3) ดีกว่าปลูกบนดินอย่างไร?

#ตอบ ปลูกลงแปลงบนดิน คุมยากทุกขั้นตอน ทั้ง โรค แมลง วัชพืช และฤดูกาล ที่นอกเหนือการควบคุม จะแยกแยะให้ดู ดังนี้

3.1 โรคพืชนานาชนิดที่สะสมอยู่ในแปลง และจะเกิดในช่วงฝนตก อากาศชื้น ดินชื้น คุมไม่ได้ ปลูกบนแคร่ จบ

3.2 แมลง ศัตรูพืชหลายชนิดที่ไม่ระบาดเหนือระดับพื้นดิน และเมื่อจัดการระยะปลูก จัดการดิน ดูแลดีๆแบบปราณีต ศัตรูจะน้อยลง

3.3 เมื่อเราเตรียมดินปลูกอย่างดี ไม่มีเมล็ดวัชพืชปน มีธาตุอาหารที่พืชต้องการครบ ย่อมจัดการง่าย ได้พืชที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ พืชที่แข็งแรงจะไม่ค่อยมีศัตรูรบกวน

3.4 สามารถวางแผนปลูกได้ทั้งปี ไม่ต้องกลัวฝน กลัวน้ำค้าง เพราะเรามีหลังคาพลาสติกใส ไม่ต้องคอยฝน คอยแล้ง คอยน้ำลดเหมือนแปลงทั่วไป

3.5 เราควบคุมน้ำตามที่พืชต้องการ ไม่ให้มากจนแฉะ ไม่ให้ขาดจนเหี่ยวแกร็น พืชจะเจริญงอกงาม

3.6 ในช่วงฝนชุก น้ำท่วม ที่อื่นปลูกผักไม่ได้ ผักแพง ขาดแคลน แต่แปลงเราน้ำไม่ท่วม ไม่กลัวฝน ดินไม่แฉะ จะเป็นโอกาสดีเป็นพิเศษ

3.7 ผลผลิตที่ได้ สามารถรู้ และวางแผนกระจายผลผลิตได้ทั้งวันเวลา ปริมาณ และคุณภาพ ที่ค่อนข้างแม่นยำ

3.8 ไม่เปลืองเมล็ดพันธุ์ เพราะเราเพาะกล้าเท่าที่จำเป็นจะใช้ในแต่ละรุ่น แล้วย้ายกล้ามาปลูกบนแคร่ที่เตรัยมดินไว้พร้อม

3.9 ปลูกได้เฉพาะผักสลัดหรือ?

ปลูกได้ทุกชนิดผักที่คุณอยากกิน และที่เห็นๆทั่วไปในบ้านเรา ไม่จำกัด อยู่เพียงว่า ปลูกชนิดไหนจะคุ้มกว่าต้องวิเคราะห์กันหน่อย

3.10 ข้อนี้สำคัญ*** ผู้สูงอายุ คนอ้วน อย่ารินั่งถอนหญ้า พรวนดิน หยอดเมล็ด ฯลฯ เพราะนั่งยองๆแค่ 10 นาที ลุกมาหน้ามืด รายไหนรายนั้น "ยกแคร่" แก้ได้ ทำสบายๆ ไม่เหนื่อย


***ข้อจำกัด ต้นทุนสูง 


ข้อดี ทั้ง 10 ข้อที่อธิบายเป็นเหตุผลประกอบคร่าวๆ ที่ไม่บังคับให้ใครเชื่อ ให้พิจารณาเอาเอง คุ้มหรือไม่ ดีหรือไม่ คำตอบอยู่ในใจท่านเอง #นี้คือหลักการของผมที่ทดลองทำมาแล้วและจะทำต่อไป ผลงานจะได้รายงานให้สังคมได้ทราบกันเป็นระยะๆ เป็นการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์กัน #มิบังอาจสอนใครๆ 


นิพนธ์ สุขสะอาด

เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช คนที่ 21

/รายงาน

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สาวอุดรใจเด็ด


 สาวอุดร ใจเด็ด เผ็ดกว่าพริก 

การ์ดต้องหลีก ชเลียหลบ กันให้วุ่น

ถึงคราวพลาด กันไม่ได้ เจ้านายคุณ

ต้องคอยลุ้น ยัดข้อหา ว่าอย่างไร


อันประชา ธิปไตย ในโลกนี้

จะมีที่ ประเทศไหน เช่นไทยบ้าง

เสียงสะท้อน เรื่องปัญหา คนมองต่าง

อยากจับไป ขังตะราง ให้สิ้นคน


แค่คำว่า "ทำไม่ได้ ให้ออกไป"

มันเสียดแทง หัวใจ เรื่องใหญ่ยิ่ง

พิสูจน์ว่า ประชาธิปไตย ที่ไม่จริง

บอกทุกสิ่ง ที่สร้างภาพ คือของปลอม


*** นายข้าใครอย่าแตะ

นิพนธ์ / ร้อยกรอง

ต่างศาสนา


 ต่างศาสนา


ต่างชาติ คนละแผ่นดิน ต่างศาสนา อาจจะอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน ต่างก็มีดี ไม่อาจบอกได้ว่า ศาสนาใด ลัทธิใดดีกว่ากัน ไม่อาจเปรียบเที่ยบ


ผมในฐานะคนพุทธ ก็ย่อมอยากเห็นศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรือง ไม่ล้าหลัง มีหน้ามีตา มีความสง่างามตามพุทธบัญญัติ ลูกหลาน เยาวชน ได้สืบทอดการนับถือ ศรัทธา ขยายผลด้วยความภาคภูมิใจ และเข้าใจลึกซึ้ง ไม่ใช่นับถือศาสนาเฉพาะที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน


ถึงวันนี้ ทางสังคม ทางหน้าสื่อ มีแต่เริ่องน่าอับอายไม่เว้นแต่ละวัน ต้องยอมรับความจริงกันนะว่า ทั้งวิ่งเบียดเข้าสู่ตำแหน่ง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  ฟัดกันเอง มั่วกาม มิจฉาชีพ ทุจจริต ยาเสพติด อิทธิพล ฯลฯ ครบเครื่อง แม้หลายคนพยายามออกมาปกป้อง แก้ต่างให้ว่า ที่ประพฤติเสียหายคือส่วนน้อย ที่ดีๆ มีอีกเยอะ ###แต่เน้นย้ำว่าคนศาสนาอื่นเขานั่งมองและนั่งยิ้มอยู่นะ  ความหมายคืออะไรผมไม่ต้องอธิบาย


ผมวิเคราะห์ว่า เราอ่อนในหลายๆด้าน โดยเฉพาะผู้นำที่จะกล้าคิดพัฒนาจริงๆทั้ง "คฤหัส" และ "พรรพชิต" คนที่มีความจริงใจและตั้งใจจริงมีน้อยมาก ขาดความเป็นมืออาชีพ ไม่มียุทธศาสตร์ ขาดคนถือธงนำ การอุดหนุนจากภาครัฐในฐานะศาสนาหลักของชาติน้อยเต็มที และที่เป็นจุดอ่อนที่สุด คือ คำว่า "ปล่อยวาง" หาโอกาสชนะแทบไม่เห็น 


ด้วยความเป็นห่วงอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เก่งกาจกว่าใคร แต่นี่คือมุมมองหนึ่งของชาวพุทธที่สะท้อนให้เห็น ที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้มิอาจละเลย หรือมองข้าม

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564

คิดต่าง


 "ต่างคิด ติดค้าง"

แม้ต่างคน ต่างที่มา ต่างความคิด
บอกถูกผิด หากต่างคิด ต้องติดค้าง
คิดในใจ ใครห้าม ใครได้บ้าง
รือตะราง ขังใจ ที่ใดมี

%%%%%%%
มองต่าง เป็นศัตรู 
มองตู่ เป็นสตางค์
คิดเหมือน ได้เดินห้าง
หากคิดต่าง ได้นอนกรง
คนจน คอยเงินแจก
ไม่มีแดก เพราะความจน
คนรวย สุขเหลือล้น
ไม่เคยจน รวยเรื้อรัง
ฯลฯ