วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ดินภูเขาไฟ สาขานครศรีธรรมราช


 ดินภูเขาไฟ ภูผา 999 สาขานครศรีธรรมราช มีศูนย์จำหน่าย /คลังสินค้า ติดกับร้านอาหารคันทรีโฮม ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสารปรับปรุงดินจากแร่ธรรมชาติ จากเหมืองในจังหวัดลพบุรี ตรวจวิเคราะห์และรับรองธาตุอาหารพืชโดยห้องปฏิบัติการของสถาบันนิวเคลียร์ และกรมพัฒนาที่ดิน มีธาตุอาหารพืชมากกว่า 17 ชนิด มีฤทธิ์เป็นด่าง ค่า PH 9.97 จึงเหมาะอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาดินเป็นกรด โดยเฉพาะแปลงปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีอย่างต่อเนื่อง

การแก้ปัญหาดินเป็นกรด ให้มีสภาพเหมาะกับการปลูกพืช ให้ค่า PH อยู่ที่ 5.6-6.5 จะเป็นประโยชน์กับพืช หลักๆ 3 ประการ คือ

1) ดินที่เป็นกรด จะตรึงธาตุอาหารไว้ ไม่ปลดปล่อยให้พืชเอาไปใช้ประโยชน์ได้

2) ดินเป็นกรด จะเป็นบ่อเกิดของโรคพืชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อรา ทั้งโรครากเน่าโคนเน่า ราสีชมพู รากขาวยางพารา ฯลฯ ชอบเจริญเติบโตในสภาพดินเป็นกรด

3) ธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินภูเขาไฟ ภูผา 999 ทั้งฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยม แคลเซี่ยม แม็กนีเซี่ยม เหล็ก ซิลิคอน ฯลฯ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และสามารถช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ยลงได้

การแก้ปัญหาดินกรด คือทางออกที่แท้จริงของเกษตรกร จึงต้องขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร ให้หันมาใส่ใจในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ ตรวจวิเคราะห์ดิน และใช้สารปรับสภาพดิน เพื่อตอบโจทย์ "แก้ดินกรด ลดต้นทุน ลดโรคพืช"

ร้านค้า และตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช

1) ร้าน ส.การเกษตรขนอม คุณสงบ ขันแข็ง 0819789103

2) ร้านชัยรัตน์ค้าไม้ ตลาดท่าแพ (คุณสมชาย คุณอรุณรัตน์ อินรินทร์) 0816067927

3) คุณเจือ สิริพร ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง 0991806068

4) ผู้ใหญ่สุทันยา ชูมณี ตำบลปริก อำเภอทุ่งใหญ่ 0945606507

5) คุณจารึก อินรินทร์ อำเภอนบพิตำ 0987051095

6) คุณสมพงศ์ มาลาเวช อำเภอปากพนัง 0873917420

7) ร้านสมชายการเกษตร อำเภอพรหมคีรี 0859851344

8) ร้านลานสกาพันธุ์ไม้ (ติดร้านลานสกาคาเฟ่) อำเภอลานสกา 0945939553

9) คุณวาสนา จงจิตร อำเภอฉวาง 0878897300

10) คุณก้องทัย คุณโลก อำเภอทุ่งสง 0986945625

11) คุณวิเชียร คงแก้ว ถนนไม้เสียบ- ชะอวด 0819781939

สนใจขอคำปรึกษา ติดต่อตัวแทนจำหน่าย หรือติดต่อโดยตรงที่ศูนย์กระจายสินค้าฯ โทร 0649987737 ได้ทุกวัน

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565

มะละกอเรดเลดี้ิทำเงินแสน @ ลุ่มน้ำปากพนัง




อาชีพการปลูกมะละกอ เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แบบรวยลัดิรวยเร็ว อยู่กับว่า ผู้ปลูกเลือกที่ปลูก เลือกสายพันธุ์ และการจัดการดูแลดีแค่ไหน รวมทั้งการจัดการเรื่องการตลาดเก่งหรือไม่ เพราะมันคือเป้าหมายสุดท้ายที่เกษตรกรทุกคนใฝ่ฝัน คือราคาดี รายได้ดี มีกำไร 


เรดเลดี้ เป็นมะละกออีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน แซงหน้าพันธุ์อื่นๆไปอย่างขาดลอย เรดเลดี้ มีจุดเด่นคือให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูงแค่เลยเข่าก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 20-100 ผลต่อต้น มีผลผลิตติดต้นให้เก็บเกี่ยวต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมีความต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างได้เป็นอย่างดี 

คุณเฉลียว มีทองจันทร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer แห่งตำบลบางนบ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้คิดริเริ่มปลูกมะละกอเรดเลดี้ ซึ่งขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งได้ข้อมูลจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆในกลุ่ม Young Smart Farmer การหาข้อมูลทาง Social Media และหน่วยงานเกษตรในพื้นที่ จากการทดลองปลูกแปลงแรก มะละกอเรดเลดี้สามารถให้ผลผลิตสร้างรายได้ อย่างน่าพอใจ จึงได้ตัดสินใจปลูกเพิ่มอย่างจริงจัง จำนวน ...แปลง จำนวน ... ต้นให้ผลผลิต และสร้างรายได้สัปดาห์ละประมาณ...ผล หรือประมาณ...กิโลกรัม สร้างรายได้อย่างน่าพอใจยิ่ง มะละกอสายพันธุ์นี้สามารถให้ผลผลิตไว ทนทานต่อโรคและแมลง ผิวผลแข็งไม่เละ ไม่ช้ำง่ายเวลาขนส่ง ผลสุกเนื้อสีแดงเข้มสวย รสชาติความหวานฉ่ำสูงถึง 15 องศาบริกซ์ เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก

คุณเฉลียว มีทองจันทร์ คนหนุ่มผู้รักถิ่นฐานแห่งลุ่มน้ำปากพนัง ผู้ได้รับอานิสงส์จากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำแล้ง เส้นทางคมนาคม ไฟฟ้า การจัดการดิน และการมีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกรมส่งเสริมการเกษตร จึงทำให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ และมีนักวิชาการจากสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ เป็นพี่เลี้ยงตลอด


การดูแลรักษา คุณเฉลียว มีทองจันทร์ กล่าวว่า เริ่มต้นการเตรียมพื้นที่ปลูก จะต้องขุดคูยกร่องให้สูงเพราะพื้นที่แถบนี้เป็นที่นา และมะละกอไม่ชอบน้ำท่วม หลังจากขุดแปลงจะต้องทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ปรับปรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ และสารปรับสภาพดิน เตรียมหลุม และนำต้นกล้าพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มาลงหลุมปูก ข้อดีของการปลูกด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือจะไม่กลายพันธุ์ ไม่มีต้นตัวผู้ และเจริญเติบโตดีมากการใส่ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตั้งแต่รองก้นหลุม และใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี เป็นระยะ ๆ ช่วงต้นยังเล็กใส่ปุ๋ยสูตรที่ตัวหน้าสูงๆ เช่น 25-7-7 หลังจากอายุ 1 เดือนไปแล้ว จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตรเสมอ เช่นิสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 จากนั้นอีกประมาณ 1-2 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพื่อบำรุงตาดอก  มะละกอจะเริ่มติดผล 


จากนั้นประมาณ 2-3 เดือน ก็ต้องมาดูอีกทีว่าต้นสมบูรณ์แข็งแรงไหม ถ้าแข็งแรงเราก็ใส่ปุ๋ยเร่งดอกนิดหนึ่งคือสูตร 8-24-24 2 เดือนใส่ครั้ง แล้วก็กลับมาใส่สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต่อเนื่องทุก 10 วัน เหมือนเดิม”

.

การเก็บเกี่ยวผลผลิต เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนที่ 7 แตกต่างจากการปลูกมะละกอทั่วไปที่ต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนถึงเก็บผลผลิตได้ ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้นาน 2-3 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดการดูแลเป็นองค์ประกอบ หากมีการดูแลจัดการดีผลผลิตจะเก็บเกี่ยวได้นานและเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง โดยการเก็บผลผลผลิตของที่สวนจะเก็บอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ปริมาณผลผลิตในช่วงแรกจะยังไม่มาก แต่เมื่ออายุต้นมากขึ้นผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต




 

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

มังคุดไทย ทางไหนที่ควรเลือกเดิน


คณะผู้ร่วมก่อการตั้งสมาคมมังคุดไทย ณ ศูนย์วิจัยพืชสวน จันทบุรี

นายชลธี นุ่มหนู อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี แกนนำคนสำคัญในการจัดงานฯ


นายนิพนธ์ สุขสะอาด อดีตเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช (สวมสูทสีดำนั่งกลาง) ในนามวิทยากรตัวแทนจากภาคใต้

นางปัทมา นามวงษ์ อดีตเกษตรจังหวัดจันทบุรี (สวมสูทสีครีม) ว่าที่นายกสมาคมฯ

บรรยากาศผู้เข้าร่วมเสวนาในห้องประชุม
 11 ธันวาคม 2565




 มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ (Queen of Fruits) โดยสภาพการผลิตมังคุดของประเทศไทย ในแหล่งผลิตสำคัญ ๆ ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ มีแนวโน้มพื้นที่ปลูกลดลง โดยลำดับ ซึ่งมีผลสืบเนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาทุเรียนพุ่งสูงมาก ส่วนมังคุดมีราคาค่อนข้างผันผวน คุณภาพผลผลิตก็แปรปรวนไปตามสภาพภูมิอากาศ ยากแก่การควบคุม ค่าจัดการเก็บเกี่ยวก็สูง ขาดแคลนแรงงานรับจ้าง ฯลฯ ทำให้ชาวสวนมังคุดหลายรายตัดสินใจโค่นต้นมังคุดทิ้ง แล้วหันมาปลูกทุเรียน และพืชอื่นแทนกันอย่างน่าเสียดาย

ความพยายามของหน่วยงานรัฐ และเครือข่ายเกษตรกรในหลายๆกลุ่ม หลายๆพื้นที่ ที่ยังรัก หวงแหน และเป็นห่วงเป็นใยอนาคตของมังคุดไทย ที่ยังต้องเจอกับวิบากกรรม บางครั้งก็แพงดั่งทองคำ บางครั้งก็ถูกเหมือนผ้าขี้ริ้ว แม้จะได้จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด เป็นชมรมชาวสวนมังคุด หรือเป็นกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ แต่สุดท้ายก็มักเจอปัญหาเรื่องราคา วนไปวนมาอยู่บ่อยๆ ด้วยความเป็นห่วงในเรื่องนี้ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมังคุด ทั้งในภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยการผลักดันของ ผอ.ชลธี นุ่มหนู อดีต ผอ. สวพ.6 จันทบุรี ที่ได้คิดให้มีเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่อง "อนาคตมังคุดไทย ทำอย่างไรให้ยั่งยืน" ในโอกาสจัดงานพืชสวนก้าวหน้าครั้งที่ 17 (Hortex 2022) ในวันที่ 11 ธันวาคม 2565 ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี การจัดเสวนาในครั้งนี้ได้เชิญผู้มีประสบการณ์ แกนนำชาวสวนมังคุด นักวิชาการ จากหน่วยงานต่างๆ และภาคเอกชน เข้าร่วมระดมความคิด เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดทิศทางการพัฒนาเพื่อหาทางออกให้ มังคุดไทย ว่าควรจะไปทางไหนดี โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ (1) ผอ. ชลธี นุ่มหนู อดีต ผอ.สวพ.6 จันทบุรี เป็นผู้ดำเนินการนำเสวนา (2) นายนิพนธ์ สุขสะอาด อดีตเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช (3) นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ และ (4) นางสาวดวงพร เวชสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนมังคุดในจังหวัดจันทบุรี ผลการดำเนินการจัดเวทีเสวนา สรุปได้ว่า การรวมกลุ่มกันยังเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปลงใหญ่ หรือเป็นสมาคมชาวสวนมังคุดที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่อหาทางช่วยเหลือสมาชิกด้วยกันเอง เพื่อการต่อรองกับพ่อค้า หรือการขับเคลื่อนงานในนามขององค์กรเกษตรกรที่มีความเป็นปึกแผ่น เข้มแข็ง การพัฒนายกระดับคุณภาพผลผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากส่วนเหลือ (Zero Waste) ให้มีมูลค่าสูง หรือใช้ทดแทนสารเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนมังคุดสามารถมีรายได้อย่างมั่นคง รักและหวงแหนต้นมังคุดให้ยั่งยืนตลอดไป


ในส่วนของการพัฒนามังคุดในภาคใต้ นายนิพนธ์ สุขสะอาด อดีตเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำเสนอคลิปวีดีโอ เรื่องรูปแบบการพัฒนามังคุดให้เป็นช่องทางเลือกการตลาด ตามรสนิยมของลูกค้าหรือผู้บริโภค เป็นรูปแบบต่างๆ เช่น มังคุดภูเขา มังคุดโบราณ มังคุดลายมังกร (มังคุดผิวลาย) มังคุดคัด (มังคุดดิบแกะเปลือก)  มังคุดดำ (สุกคาต้น) มังคุดนอกฤดู  และมังคุดเกรดพรีเมี่ยม  ฯลฯ นอกจากนั้นยังได้สรุปประเด็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนามังคุดในภาพรวม ดังนี้

1) การพัฒนาคนเป็นเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องใส่ใจในการพัฒนาคน ทั้งเกษตรกร เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิจัย และคณะทำงานขับเคลื่อนงาน คณะต่างๆ

2) การพัฒนากลุ่ม /เครือข่ายอาชีพ ให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะการรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายรองรับ ทั้งกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปลงใหญ่ หรือสมาคมชาวสวนมังคุด ฯลฯ

3) การพัฒนากระบวนการผลิตมังคุดแบบมืออาชีพ ตามความถนัดและความต้องการของตลาด และได้รับมาตรฐานสากล เช่น การทำมังคุดเกรดพรีเมี่ยม การทำมังคุดนอกฤดู การแปรรูปมังคุดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่มีมูลค่าสูง เป็นเวชสำอางค์ ฯลฯ

4) การพัฒนาจุดรับซิ้อและโรงคัดบรรจุ ที่ได้มาตรฐานสากล โดยภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการพัฒนาโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ได้มาตรฐาน GMP หรือมาตรฐานอื่นๆตามที่กฎหมายกำหนด

5) จัดระเบียบการตลาดมังคุด มีการขึ้นทะเบียนผู้ซื้อ (ล้ง) และผู้ประกอบการในพิ้นที่ทุกราย รวมทั้งการจัดทำข้อตกลง หรือมาตรการทางสังคม ที่เป็นข้อตกลงร่วมระหว่างผู้ซิ้อ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้เกี่ยวข้อง

6) การพัฒนานักการตลาดชุมชน การคัดเลือกและพัฒนา /สนับสนุน ตัวแทนกลุ่มที่มีใจรักในการเป็นนักการตลาด ให้ทำหน้าที่ในฐานะนักการตลาดเพื่อขายสินค้าของตนเอง ของกลุ่ม และของชุมชน เน้นตลาดภายในประเทศ หรือรวบรวมให้กับพ่อค้าส่งออก

7) การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และพัฒนาส่วนเหลือ การศึกษาวิจัยในเรื่องการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามังคุด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากส่วนเหลือ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์

8) การพัฒนาสวนมังคุดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตร "ตลาดท่องเที่ยวเกษตร คือตลาดเดียวในมือเกษตรกร" ที่เกษตรกรสามารถกำหนดรูปแบบ วิธีการ ราคา และเงื่อนไขต่างๆ ในการบริการได้เอง เช่น ถนนผลไม้ ตลาดนัดชุมชนงานเทศกาลผลไม้ บุฟเฟ่ต์ผลไม้ การจัดประกวดแข่งขันต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับความสำคัญของผลไม้ไทย และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

9) การพัฒนาสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ และมีการจัดทำเรื่องราวที่น่าจดจำ (Story) เพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น มังคุดคัด มังคุดโบราณ มังคุดภูเขา มังคุด GI ฯลฯ

10) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีรายได้จากกิจกรรมการเกษตริทั้งในรูปผลผลิตสด อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ตลอดปี

ข้อสรุปและแนวทางพัฒนาหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนา ได้มอบหมายให้แกนนำกลุ่ม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ช่วยกันออกแบบในการจัดตั้งองค์กรชาวสวนมังคุด กำหนดโครงสร้างการบริหารองค์กร ในรูปแบบ "สมาคมชาวสวนมังคุดไทย"  เป้าหมายเกษตรกรทั้งในภาคตะวันออก และภาคใต้ืในทุกจังหวัดที่มีการปลูกมังคุด ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้นางปัทมา นามวงษ์ อดีตเกษตรจังหวัดจันทบุรี ทำหน้าที่ว่าที่นายกสมาคมฯ เพื่อรวบรวมแกนนำมาร่วมกันยกร่างระเบียบ และเงื่อนไขการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฯ และจะได้นัดคุยรายละเอียดกันอีกครั้งในเร็วๆนี้ เพื่อจัดตั้งเป็นสมาคมมังคุดไทย ให้เร็วที่สุด


นิพนธ์ สุขสะอาด / เรียบเรียง

เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช คนที่ 21

วันดินโลก


 https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid08szjZK1ygeztuiEvuQrEHje5s5wkLxnBpbUZxfryNWGSjhGoWVnQ3Hh7BCN562XZl&id=100054534755571&mibextid=Nif5oz

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ขายที่ดินต่างชาติ "ใครได้ ใครเสีย ใครเสี่ยง"


 ขายที่ดินของชาติ ให้ต่างชาติถือครอง เป็นโอกาสของใคร ใครได้ ใครเสีย ใครเสี่ยง ตามพาดหัว ต้องมาติดตามและวิเคราะห์กันลึกๆครับ


#ใครได้  เรื่องนี้วิเคราะห์ไม่ยาก คนที่ได้คงหนีไม่พ้นเจ้าของที่ดินรายใหญ่รายน้อย ที่อยากมีเพียงรายได้จากการขายที่ดิน โดยไม่ได้คิดถึงความพินาศเสียหายของชาติที่จะตามมา ถือครองมากก็จะมีโอกาสในการขายมาก จะรวยล้นฟ้าก็จะรวยเข้าไปอีก ใครจะพินาศ แต่คนรวยพวกนี้ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อน


#ใครเสีย  พี่น้องประชาชนคนไทยที่ไร้แผ่นดิน (ถือครอง) เกิด เติบโต เดินย่ำต๊อกอยู่บนแผ่นดินไทย แต่ไม่มีที่ดินให้ถือครองแม้แต่ตารางนิ้วเดียว หนักหนายิ่งกว่า "คนไทยพลัดถิ่น" ซึ่งพอจะมีที่ดินทำกิน คนไทยแท้ๆที่ไร้ที่ทำกิน ที่ซุกหัวนอน แม้คนไทยเรามีกันแค่นี้ มีการซื้อขายกันแค่นี้ ยังไม่มีปัญญาจะไปซื้อไปหา ถ้าทุนใหญ่จากต่างชาติเข้ามา แน่นอนว่าราคาที่ดินจะพุ่งขึ้นสูงลิ่วอย่างแน่นอน ราคาเดิม ยังไม่มีปัญญาซื้อ ราคาแพงขึ้นอีก จะซื้อได้หรือ ???


#ใครเสี่ยง ที่เสี่ยงที่สุด ไม่ใช่คนขาย ไม่ใช่คนซื้อ แต่เป็นเรื่องของชาติ คนไทยทั้งชาติจะเสี่ยงในหลายๆมิติ ดังนี้

1) ด้านสังคม ความสงบสุข เรียบง่าย เอื้อเฟื้อ แบบวิถีไทย จะหายไปในบัดดล ตัวอย่างที่กลุ่มทุนมาซื้อที่อาศัยยกโครงการ ยกหมู่บ้าน ฯลฯ เห็นชัดๆเลยครับ คนไทยเป็นได้แค่คนใช้ ยาม ก่อสร้าง คนสวน จับกัง ฯลฯ น่าภูมิใจมั๊ย

2) ด้านเศรษฐกิจ (สร้างสรรค์) ต้องดูดีๆ อย่ามองแค่เศรษฐกิจจอมปลอม ฟอกเงิน หรือดึงดูดนักลงทุนอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ฉาบฉวยอยากเห็น เศรษฐกิจที่จะเป็นของคนไทยให้ได้ภาคภูมิใจกัน จะยังมีเหลืออยู่อีกมั๊ย ผมว่าคงมีแต่ตัวเลขรายได้ที่เกิดขึ้นในดินแดนเท่านั้น ส่วนจะเข้ากระเป๋าใครคงไม่ต้องถาม คนไทยคงเป็นได้แค่พนักงาน คนใช้ หรือทาส

3) ด้านความมั่นคง ทั่วทั้งแผ่นดินไทยในปัจจุบัน จะไปในซอกซอยไหน พบแต่คนต่างชาติที่เข้ามาในหลายๆมิติ ทั้งนักท่องเที่ยว คู่สมรสคนไทย แรงงานรับจ้าง เจ้าของกิจการ สอนภาษา ที่ปรึกษา ฯลฯ ลองดูดีๆครับ เรื่องนี้ แค่คนไทยกันเอง 70 กว่าล้านคนก็วุ่นกันอยู่แล้ว การปกครองยังเป็นแบบจับปูใส่กระด้ง ยิ่งถ้าเอาใครก็ไม่รู้ที่อาจจะมีแค่เงินตราที่เรามักจะตาลุกกับความรวยของคนอื่น แต่ไร้ซึ่งคุณธรรมความดี อาจเป็นมิจฉาชีพ พ่อค้ายาเสพติด พ่อค้าอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย จารกรรมข้ามชาติ อื่นๆ แซกซึมเข้ามา แล้วใครจะรับผิดชอบ แค่แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ ยังเอาไม่อยู่เลย

*** ไม่รวมถึงความมั่งคงของชาติ ใครจะไปรู้ว่านักล่าเมืองขึ้นในรูปแบบใหม่ๆจะไม่มี ใครจะรับประกัน ต่างชาติอาศัยอยู่ทุกมุมเมือง ทุกตรอกซอกซอย ถ้าคิดชั่วคิดร้ายต่อบ้านเมืองเรา มันรู้เราทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว แต่เราไม่รู้เขาเลย  อะไรจะเกิดขึ้นเรายังไม่อยากเดา แต่คนไทยวัยฉกรรจ์ จะปกบ้านป้องเมืองยุคนี้เห็นทีจะยาก เพราะหมดเรี่ยวแรงพลังไปกับการมั่วสุมยาเสพติด บ้างก็ไปอยู่ในคุกตะราง เสี่ยงแค่ไหนลองวิเคราะห์ดู


ด้วยความห่วงใยครับ อย่าไปเชื่อนักกฎกมายหน่อมแน้มที่มันบอก ซื้อไปก็เอาหนีบจั๊กกะแร้กลับประเทศไม่ได้ แหม ๆๆๆ >>>คนไทย เพลิดเพลินสบายๆกันเกินไปหรือเปล่า อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงมาใกล้ตัวจนยากที่จะแก้ไขนะครับ

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2565

หนทางสู้มะเร็ง


 ดร. รุ่ง จาก รพ. จุฬา

บทความนี้ น่าสนใจมาก


Shafin de Zane presents: What is Cancer?


นี่คือ สิ่งที่คุณไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดกล่าวว่า - มะเร็ง คือ ธรรมชาติ (Cancer is Natural)

มะเร็ง คือ ธรรมชาติ ของการปรับตัว ของเซลล์ อันเนื่องมาจาก การที่เลือดของเรา กลายเป็นพิษ เกินกว่าที่ เซลล์จะมีชีวิต ต่อไปได้ ถ้าหากเซลล์เหล่านั้น ไม่ปรับตัว เซลล์เหล่านั้น จะป่วย และตาย เซลล์เหล่านั้น จึงตอบสนอง อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่า เพราะเซลล์ ในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถ ที่จะปรับตัว เพื่อรับมือกับ การเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของเซลล์ จึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ


เป็นที่น่าเสียดายว่า คุณหมอทั่วโลก บอกกับเราว่า วิธีการรักษามะเร็ง คือ การบำบัดด้วย -คีโม หรือ การทำลาย เซลล์มะเร็ง ด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอ ไม่ได้บอกเราคือ ทำไมเซลล์มะเร็ง จึงผ่าเหล่าตั้งแต่แรก? อย่างไรก็ตาม - เมื่อสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมาก ก็จะผ่าเหล่า ต่อไปอีก -ไม่เร็วก็ช้า นั่นเป็นสาเหตุ ที่เราพบเห็น ผู้ป่วยมะเร็ง ถูกให้คีโม ดีขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วกลับทรุดลงไปใหม่อีก 

จากมุมมองของเซลล์ หากมันไม่ผ่าเหล่า มันจะต้องตาย การผ่าเหล่าของเซลล์ จึงเป็นธรรมชาติ


มะเร็งแท้จริงแล้ว คือ วิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ ที่พยายาม รอดตาย จากสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่ ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้น ลงเอยด้วยการ - ฆ่าร่างกาย แต่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริง


มะเร็ง คือ วิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ ที่พยายาม จะรอดตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษอย่างสูง  เราต้องพยายาม ทำความเข้าใจ ในประเด็นนี้ให้ชัดเจน การพยายามฆ่า เซลล์เหล่านั้น -โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อม เปรียบได้กับ การฆ่าแมลงวัน โดยไม่ได้พยายาม เอาขยะออกไป


เอาละ คุณจะลงมืออย่างฉับพลัน - เพื่อปรับปรุง สภาพแวดล้อม ของคุณ อย่างรวดเร็ว ได้อย่างไร


มีวิธีการง่ายๆ ด้วยกัน 3 วิธี คือ :


👉วิธีที่ 1. หายใจลึกๆ - หายใจลึกๆ

สิ่งแรกที่กระตุ้น ให้เซลล์ผ่าเหล่า และ กลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ การขาดออกซิเจน

เซลล์มะเร็ง ปรับตัวเพื่อรอดชีวิต ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจนต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็ง ก็ยิ่งเติบโต ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือ วิวัฒนาการของเซลล์ ที่ปกติต้องการ จะรอดชีวิตอยู่ได้ ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับออกซิเจนต่ำ


- วิธีแก้ไขคือ หายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการ ออกกำลังง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเช้า เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจน ให้กับเลือด


-- เดิน 5 นาที แล้วหายใจแบบนี้ คือ

- หายใจเข้า 4ครั้ง ติดกัน กลั้นหายใจ แล้วนับ 1 ถึง4

- หายใจออกช้าๆ 4 ครั้ง ติดกัน

ทำอย่างนี้ครับ


>>>> 1-2-3-4 <<<<

ทำอีกครั้งครับ

>>>> 1-2-3-4 <<<<

ผมหายใจเข้าทางจมูก >>>>

กลั้นใจ แล้วนับ 1-2-3-4

หายใจออกทางปาก <<<<


หายใจเข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจ เข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจ ที่ถูกต้อง ถ้าหากไม่มีที่เดิน ให้เดิน ในห้องนอนของคุณ เพราะมันมีที่พอ สำหรับการออกกำลัง ของเราทุกวิธี


👉วิธีที่ 2 หยุดรับประทาน -กรด

สิ่งที่สอง ที่มากระตุ้นเซลล์ ให้ผ่าเหล่า กลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ สภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด เพราะนั่นคือ การตอบสนอง ที่จะทำให้ เซลล์รอดชีวิตได้ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่า จะตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นด่าง และเติบโต ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด คุณจะทำให้ร่างกายของคุณ เป็นด่างได้ ก็ด้วยการ รับประทานอาหาร ที่เป็นด่าง มากขึ้น


- น้ำผัก น้ำผลไม้สด มีประสิทธิภาพ สูงมาก

- งดน้ำตาล โคคา-โคล่า เปปซี่ และ น้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และ แอลกอฮอล์

- รับประทานผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และ น้ำมะพร้าว หากคุณต้องการเห็น การเปลี่ยนแปลง ของสุขภาพ อย่างน่าอัศจรรย์ ในระยะเวลาอันสั้น ดื่มน้ำผักสดปั่น ทุกเช้า โดยไม่ต้อง รับประทานอะไรอีกเลย จนกว่าจะถึง มื้อเที่ยง -นำผักใบเขียว หลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาด  แล้วดื่ม คุณอาจจะคิดว่า มันไม่น่าดื่มเลย แต่มันไม่เลวร้าย และออกจะอร่อย ด้วยซ้ำไป เมื่อคุณคุ้นเคยกับมัน


👉วิธีที่ 3 ดูแลร่างกายของคุณ

ความเครียด ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ความเครียด คือ ฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุ ที่ก่อให้เกิดโรค -ทุกโรค ความเครียด เพิ่มกรด และ ส่งผลกระทบ ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง ทำจิตใจ ให้แข็งแรง เบิกบานอยู่เสมอ

คุณจะทำเช่นนั้น ได้อย่างไร ?

- ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดู ข่าวร้าย

และ เรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิด แรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว


แชร์ข้อมูลนี้ ให้กับผู้อื่นต่อไป ให้มากที่สุด ที่คุณจะทำได้


ความเจ็บปวด และ ความเสียหาย ที่เกิดจากการ บำบัดด้วยคีโม เลยเถิดไปอย่าง เหนือคำบรรยาย

ช่วยให้ผู้อื่น ตื่นจากฝันร้าย ที่เกิดจากโฆษณาชวนเชื่อ ของผู้ผลิตยา กันเสียที การป้องกัน และ รักษาตนเอง ให้หายจากมะเร็ง เป็นสิ่งที่ง่ายดาย เสียจนแทบจะเป็นเรื่องตลก อย่างเหลือเชื่อ


ใช้ความคิด ให้ถูกต้อง

จงเปลี่ยนน้ำในบ่อปลา เมื่อปลาป่วย เพราะการทำลายบ่อปลา ไม่ใช่ทางออก ที่ถูกต้อง

มาช่วยกัน ทำให้โลกของเรา ในวันนี้- น่าอยู่ขึ้น


ดร.ชนิสา อรรถจินดา Chanisa Arthachinda, Ph.D., ดร.รุ่ง รพ.จุฬา