การป้องกันกำจัดโรคพืช โดยไม่ใช้สารเคมี
การควบคุมป้องกันโรคพืชด้วย ดินภูเขาไฟ ภูผา 999
สถานการณ์ การทำการเกษตรในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยการใช้สารเคมีเป็นหลัก บางครั้งอาจเรียกได้ว่า ใช้สารเคมีจนเกินความจำเป็น หรือเกินพอดี ด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดโรคพืช ยากำจัดวัชพืช ฮอร์โมนต่าง ๆส่งผลให้ ต้นทุนการผลิตสูง โรค และแมลงศัตรูพืชดื้อยา ดินเสื่อม และดินเป็นกรดจัดตามมา ฯลฯ วันนี้จึงขอแนะนำการหันกลับมานับหนึ่งกับการจัดการดินอย่างถูกวิธี ตามขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ ๑ การวัดค่าทางเคมีในดิน หรือที่เรียกว่าค่าความเป็นกรด เป็นด่าง หรือที่นักวิชาการเรียกว่า ค่า PH ดิน นั่นเอง การวัดจะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ เรียกว่า PH Meter ซึ่งเครื่องมือนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อเกษตรกร ค่า PH มีค่า ๑-๑๔ ค่ากลางคือ ๗ ถ้าตัวเลขต่ำ เรียกว่าเป็นกรด ถ้ายิ่งต่ำก็คือกรดจัด ส่วนค่าที่เกิน ๗ เรียกว่าเป็นด่าง ยิ่งค่าตัวเลขมากยิ่งเป็นด่างจัด แต่เท่าที่พบส่วนใหญ่ จะเป็นกรด เนื่องจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ส่วนค่าดินที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ค่า PH อยู่ที่ ๕.๕-๖.๕ หากพบว่าดินเป็นกรดจัด ค่า ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ หรือ ๕ ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และการเกิดโรคพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดินเป็นกรด ส่งผลเสียต่อพืชอย่างน้อย ๒ ประการ หลัก ๆคือ
ดินกรด จะตรึงธาตุอาหารเอาไว้ ไม่ปลดปล่อยให้พืชดูดไปใช้ได้
ดินกรด จะเป็นปัจจัยเอื้อทำให้เกิดโรคพืชได้ง่าย เพราะเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินกรด
ขั้นที่ ๒ ใช้สารปรับปรุงดิน ที่เป็นแร่ธรรมชาติ และต้องเน้นที่มีความเป็นด่างสูงพอ (แก้กรด แก้ด้วยด่าง) ที่จะแนะนำ คือ ดินภูเขาไฟ ภูผา 999 ที่มีค่า PH อยู่ที่ 9.97 (ตรวจวิเคราะห์ และรับรองโดยสถาบันนิวเคลียร์ และห้องปฏิบัติการของกรมพัฒนาที่ดิน นอกจากมีสภาพเป็นด่าง ที่สามารถใช้แก้ปัญหาดินกรดได้เป็นอย่างดีแล้ว ในดินภูเขาไฟ ภูผา 999 ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้ง ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ซิลิคอน ฯลฯ ซึ่งนับว่าเป็นผลพลอยได้อีกมากมาย
วิธีใช้ ดังนี้
ตัดหญ้าบริเวณโคนต้น หรือในสวนให้โล่งเตียน
วัด PH ดินก่อนใช้ดินภูเขาไฟ และจดบันทึกไว้
หว่านดินภูเขาไฟให้ทั่วใต้ทรงพุ่ม อัตรา 1-5 กิโลกรัม ตามขนาดของทรงพุ่ม และความรุนแรงของดินกรด และความรุนแรงของอาการโรคที่ปรากฏ
ให้น้ำให้ดินชุ่ม เพื่อละลายดินภูเขาไฟ ให้เกิดปฏิกิริยา เกิดประสิทธิภาพสูง
หมั่นสังเกตอาการ และวัด PH ซ้ำหลังใช้ดินภูเขาไฟไปได้ 15 วัน
หมายเหตุ การใช้ดินภูเขาไฟอย่างถูกวิธี รู้คุณค่า ใช้เพื่อแก้ปัญหาดินกรด จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคพืชลงได้ (ไม่ใช่ยากำจัดโรคแต่อย่างใด) เรียกว่า “ป้องกันเอาไว้ ดีกว่ารักษา” ต้นทุนถูกกว่าอย่างแน่นอน
รับรองคุณภาพโดย : คุณนิพนธ์ สุขสะอาด อดีต เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 064 998 7737
การป้องกันกำจัดโรคพืช โดยไม่ใช้สารเคมี
การควบคุมป้องกันโรคพืชด้วย จุลินทรีย์ กรีนพลัส
สถานการณ์ การทำการเกษตรในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยการใช้สารเคมีเป็นหลัก บางครั้งอาจเรียกได้ว่า ใช้สารเคมีจนเกินความจำเป็น หรือเกินพอดี ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะการจัดการดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่หลายคนกลับมองข้าม และไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดโรคพืช ยากำจัดวัชพืช ฮอร์โมนต่าง ๆส่งผลให้ ดินเสื่อม ดินตาย ดินขาดอินทรียวัตถุ ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูง โรค และแมลงศัตรูพืชดื้อยา ผลผลิตตกต่ำ ฯลฯ วันนี้จึงขอแนะนำการหันกลับมานับหนึ่งกับการจัดการดินอย่างถูกวิธี ด้วยจุลินทรีย์ “กรีนพลัส”ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และจำเป็นจะต้องมีคู่กับดินของเรา โดยคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้คัดสรรเอาจุลินทรีย์สายพันธุ์ดี ๕ สายพันธุ์ (ประกอบด้วย ไตรโคเดอร์มา บาซิลลัส แลคโตบาซิลลัส ไมคอร์ไรซ่า และ แซคคาโรไมซ์) ตามขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ ๑ การเตรียมการ ใช้จุลินทรีย์ กรีนพลัส ขนาด ๑ ซอง ๕๐๐ กรัม ผสมน้ำสะอาด ๒๐๐ ลิตร และน้ำตาลทรายแดง ๑ กิโลกรัม หมักในที่ร่มทิ้งไว้ ๒๔-๓๖ ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์แตกตัว ขยายพันธุ์ และมีอาหาร (น้ำตาล) อย่างสมบูรณ์
ขั้นที่ ๒ การนำไปใช้ นำน้ำจุลินทรีย์ไปฉีดพ่นลงดิน บริเวณใต้ทรงพุ่ม ต้นละ ๒-๓ ลิตร ก่อนฉีดพ่นจะต้องให้น้ำให้ชุ่ม และควรฉีดในช่วงเย็น จุลินทรีย์จะได้ออดฤทธิ์ได้ดี จากนั้นพยายามรักษาความชื้นในแปลงให้ชื้นอยู่ตลอด จะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี ช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชทุกชนิด และทำงานร่วมกันได้ในลักษณะเสริมแรงเสริมฤทธิ์กัน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้จุลินทรีย์ขยายพันธุ์ได้ดีอีกด้วย
หมายเหตุ การใช้จุลินทรีย์ กรีนพลัส อย่างถูกวิธี รู้คุณค่า ใช้เพื่อแก้ปัญหาเชื้อโรคในดิน จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคพืชลงได้ (กรีนพลัส เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ยากำจัดโรคแต่อย่างใด) ห้ามใช้ผสมกับสารเคมี หรือฮอร์โมนพืช หรือสารกำจัดโรคพืชอื่น ๆ แต่จะทำหน้าที่ดักจับ โจมตี เข้าทำลายเชื้อโรคที่จะมาทำลายพืชของเรา เรียกว่า “ป้องกันเอาไว้ ดีกว่ารักษา” ต้นทุนถูกกว่าอย่างแน่นอน
รับรองคุณภาพโดย : คุณนิพนธ์ สุขสะอาด อดีต เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 064 998 7737
การป้องกันกำจัดโรคพืช โดยไม่ใช้สารเคมี
การควบคุมป้องกันกำจัดโรคพืชด้วย โอซิล
สถานการณ์ การทำการเกษตรในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยการใช้สารเคมีเป็นหลัก บางครั้งอาจเรียกได้ว่า ใช้สารเคมีจนเกินความจำเป็น หรือเกินพอดี ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะ การใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดโรคพืช ยากำจัดวัชพืช ฮอร์โมนต่าง ๆส่งผลให้ ต้นทุนการผลิตสูง โรค และแมลงศัตรูพืชดื้อยา การแพร่ระบาดของโรคพืชนับวันจะรุนแรง เฉียบพลัน และยากแก่การรักษาเยียวยา โดยเฉพาะโรครากเน่า ราสีชมพู ฟิวซาเรี่ยม และอื่น ๆ แต่ท่ามกลางความโชคร้าย ยังมีความโชคดีที่ทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้คิดค้นสารไฮบริด ที่เป็นอนุมูลขนาดจิ๋ว หรือนาโน โดยใช้สารตั้งต้นจากวัสดุจากธรรมชาติ ที่ได้จากเปลือกกุ้ง เปลือกปู ที่เรียกว่า ไคโตซาน ที่เป็นโมเลกุลสายยาว หรือโมเลกุลใหญ่ (โพลิเมอร์) พืชยังดูดไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องผ่านกระบวน การย่อยสลายก่อน นักวิจัยได้นำไคโตซานมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ให้เป็นโมเลกุลสายสั้น และโมเลกุลเดี่ยว (โอลิโกเมอร์ & โมโนเมอร์) ที่สามารถซึมผ่านผนังเซลพืช ท่อน้ำท่ออาหาร และปากใบพืช พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที และกระบวนการผลิตนี้ ยังได้นำเอา ซิลเวอร์นาโน สารสกัดจากแร่เงินบริสุทธิ์ ให้เป็นโมเลกุลนาโน (ประจุบวก) ที่สามารถกำจัดเชื้อโรค (ประจุลบ) ได้ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ในขวดเดียวกัน โอซิล จึงเป็นสารกำจัดโรคพืชที่คุ้มค่าที่สุด สามารถกำจัดเชื้อก่อโรคได้ทุกชนิด ใช้ในอัตราที่ต่ำ และไม่ต้องขูดแผลในกรณีที่ใช้กับโรครากเน่าโคนเน่าของต้นทุเรียน ตามคำแนะนำ ดังนี้
ขั้นที่ ๑ การผสมยา ถ้าจะใช้ในเชิงป้องกันโรค ใช้ในอัตรา ๑ : ๑,๐๐๐ ผสมน้ำฉีดทรงพุ่มใบ ลำต้น และกิ่ง ให้ทั่ว ๑๕-๓๐ วัน /ครั้ง ติดต่อกัน ๒-๓ ครั้ง หรือถ้าจะใช้ในเชิงรักษาโรคใช้ในอัตรา ๑ : ๕๐๐ ครั้งแรกผสมน้ำฉีดทรงพุ่มใบ ลำต้น และกิ่ง ส่วนครั้งที่ ๒-๓ ฉีดพ่นเฉพาะลำต้น และแผลที่เป็นโรค ครบ ๓ ครั้ง แล้วใช้ในส่วนผสมอัตราเดิม ฉีดพ่นทุก ๑๕ วัน อีก ๒ ครั้ง อาการของโรคจะหยุด แผลแห้ง และพืชจะค่อย ๆงอกเนื้อเยื่อใหม่มาแทน สังเกตว่า ถ้าหาย พืชจะค่อย ๆแตกใบ และกิ่งใหม่ให้เห็นอย่างรวดเร็ว
ขั้นที่ ๒ หลังจากการใช้ยาครบ จำนวนครั้ง ให้เฝ้าสังเกตอาการแผล ว่ามีอาการแห้ง และมีเนื้อเยื่องอกมาใหม่ โดยผิวเปลือกต้นของเดิมจะค่อย ๆแตกปริ และมีร่องตามแนวดิ่ง แสดงว่าต้นฟื้น งอกเนื้อเยื่อใหม่ จะต้องเร่งให้ธาตุอาหารที่ช่วยฟื้นต้น สร้างเนื้อเยื่อ และสร้างภูมิต้านทาน ต่อไป ในช่วงนี้อย่าให้พืชขาดน้ำเป็นอันขาด เพราะการขาดน้ำในระยะฟื้นตัว อาจชะงักหรือช๊อก และอาจถึงตายได้
หมายเหตุ การใช้โอซิล สารไฮบริด นาโน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเคมีเจือปน ไม่เป็นอันตรายกับคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ห้ามใช้ร่วมกับฮอร์โมนพืช ยากำจัดโรคพืชทุกชนิด แต่ถ้ามีความจำเป็นสามารถใช้ร่วมกับยาฆ่าแมลงได้ แต่ถ้าให้ดีที่สุด คือ การป้องกันเอาไว้ก่อน โดยดูแลต้นพืชให้แข็งแรง จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคพืชลงได้ เรียกว่า “ป้องกันเอาไว้ ดีกว่ารักษา” ต้นทุนถูกกว่าอย่างแน่นอน
รับรองคุณภาพโดย : คุณนิพนธ์ สุขสะอาด อดีต เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 064 998 7737
การป้องกันกำจัดโรคพืช โดยไม่ใช้สารเคมี
การฟื้นต้นทุเรียนหลังจากหายป่วย หรือการเร่งการเจริญเติบโต ให้พืชแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ด้วยจีพลัส
สถานการณ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไทย นิยมการดูแลจัดการสวนด้วยการใช้สารเคมีตามกระแส บางครั้งอาจเรียกได้ว่า ใช้สารเคมีจนเกินความจำเป็น หรือเกินพอดีด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ การใช้ปุ๋ยเคมี และฮอร์โมนต่าง ๆที่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง การทำการเกษตรตามกระแส โดยขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง บางครั้งถ้าพลาดในเรื่องการป้องกันโรค เมื่อเจออาการที่ไม่พึงประสงค์ อาจสายเกินแก้ การใช้ จีพลัส สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช โดยทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้คิดค้นสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ที่เป็นโมเลกุลขนาดจิ๋ว หรือนาโน โดยใช้สารตั้งต้นจากวัสดุจากธรรมชาติ ที่ได้จากเปลือกกุ้ง เปลือกปู ที่เรียกว่า ไคโตซาน ที่เป็นโมเลกุลสายยาว หรือโมเลกุลใหญ่ (โพลิเมอร์) พืชยังดูดไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องผ่านกระบวน การย่อยสลายก่อน นักวิจัยได้นำไคโตซานมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ให้เป็นโมเลกุลสายสั้น และโมเลกุลเดี่ยว (โอลิโกเมอร์ & โมโนเมอร์) ที่สามารถซึมผ่านผนังเซลพืช ท่อน้ำท่ออาหาร และปากใบพืช พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที กรีนพลัส สามารถนำไปใช้ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้ทุกชนิด ทำให้พืชแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ใช้บำรุงใบ ยอด การสะสมอาหาร และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงเหมาะกับพืชในระยะฟื้นต้นหลังเก็บเกี่ยว หลังจากหายป่วย หรือหลังจากเคลื่อนย้ายไม้เข่งลงหลุม ตามคำแนะนำ ดังนี้
ขั้นที่ ๑ การผสมยา ๑ : ๑,๐๐๐ ผสมน้ำฉีดทรงพุ่มใบ ใต้ใบ ลำต้น และกิ่ง ให้ทั่ว ๑๕-๓๐ วัน /ครั้ง ติดต่อกัน ๒-๓ ครั้ง โดยพบว่า การใช้จีพลัส ฉีดพ่นทุก ๑๕ วัน หลังจากที่หายจากอาการของโรค พืชจะค่อย ๆงอกเนื้อเยื่อใหม่มาแทน สังเกตว่า ถ้าหาย พืชจะค่อย ๆแตกใบ และกิ่งใหม่ให้เห็นอย่างรวดเร็ว
ขั้นที่ ๒ หลังจากการใช้ยาครบจำนวนครั้ง พืชจะสร้างเนื้อเยื่อออกมาใหม่ โดยผิวเปลือกต้นของเดิมจะค่อย ๆแตกปริ และมีร่องตามแนวดิ่ง แสดงว่าต้นฟื้น งอกเนื้อเยื่อใหม่ ให้สังเกตว่าถ้าแค่แผลแห้งอย่างเดียว ต้นพืชอาจจะไม่หาย และอาจจะตายในที่สุด แต่ถ้าแผลแห้ง และงอกเนื้อเยื่อใหม่มาแทนแผลที่เป็นโรค นั่นคือการหายที่แท้จริง
หมายเหตุ การใช้จีพลัส นาโน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่มีเคมีเจือปน ไม่เป็นอันตรายกับคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ห้ามใช้ร่วมกับฮอร์โมนพืช ยากำจัดโรคพืชทุกชนิด แต่ถ้ามีความจำเป็นสามารถใช้ร่วมกับยาฆ่าแมลงได้ แต่ถ้าให้ดีที่สุด คือ การป้องกันเอาไว้ก่อน โดยดูแลต้นพืชให้แข็งแรง จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคพืชลงได้ เรียกว่า “ป้องกันเอาไว้ ดีกว่ารักษา” ต้นทุนถูกกว่าอย่างแน่นอน
รับรองคุณภาพโดย : คุณนิพนธ์ สุขสะอาด อดีต เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 064 998 7737





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น